วันอังคาร, 26 กรกฎาคม 2565

ภาวนาไตรสรณคมน์ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ…

paypal

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”
ไตรสรณคมน์มีความสำคัญมาตั้งแต่โบราณคือ ในสมัยที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ได้มีพุทธานุภาพให้พระสาวกทำการบวชกุลบุตรได้ โดยการเปล่งวาจาระลึกถึง ไตรสรณคมน์ แล้วก็เป็นภิกษุได้อย่างสมบูรณ์

ตามหลักการสอนกรรมฐานของหลวงปู่ดู่นั้น การบริกรรมนี้เรียกว่า การทำงานของจิตเนื่องจากว่าจิตของคนเรานั้นจะสนองทันทีในการคิด วุ่นวาย สับสน ปรุงแต่ง
เมื่อมีการปรุงแต่งแล้ว จิตของเราก็จะหาความสงบไม่ได้
เมื่อจิตหาความสงบไม่ได้ ก็เป็นจิตที่วุ่นวายสับสน
เมื่อจิตวุ่นวายสับสน ก็หาความสุขไม่ได้

การกำหนดฐานของจิต ให้กำหนดไว้ที่หน้าผาก หรือระหว่างคิ้วทั้งสอง ตามหลักของวัดประดู่ทรงธรรม และของสมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน วัดพลับ ถือว่าเป็นฐานที่ ๗ ซึ่งตามหลักท่านวางไว้ถึง ๙ ฐาน โดยฐานต่างๆ เหล่านี้ เป็นเสมือนทางผ่านของลมหายใจที่ไปกระทบ เหมือนกับหลักของอานาปานสติ ฐานทั้ง ๙ ฐานที่กำหนดไว้มีดังนี้
ฐานที่ ๑ อยู่ต่ำกว่าสะดือ ๑ นิ้ว
ฐานที่ ๒ อยู่เหนือสะดือ ๑ นิ้ว
ฐานที่ ๓ อยู่ที่ทรวงอก หรือที่ตั้งของหทัยวัตถุ
ฐานที่ ๔ อยู่ที่คอหอย หรือตรงกลางลูกกระเดือก
ฐานที่ ๕ อยู่ที่ท้ายทอย เรียกว่า โคตรภูญาณ (ทางวิทยาศาสตร์ถือเป็นที่ตั้งของสมองส่วน CEREBELLUM)
ฐานที่ ๖ อยู่ตรงกลางกระหม่อม
ฐานที่ ๗ อยู่กึ่งกลางหน้าผาก เรียกว่า อุณาโลม หรือทิพยสูญระหว่างคิ้ว
ฐานที่ ๘ อยู่ระหว่างตาทั้ง ๒ ข้าง
ฐานที่ ๙ อยู่ปลายจมูก

หลวงปู่ท่านบอกว่า การที่ให้ตั้งจิตไว้ตรงตำแหน่งกลางหน้าผากที่เดียวในเบื้องต้นนั้น ก็เพื่อจะได้ไม่ไปพะวงกับลมหายใจ ซึ่งอาจทำให้จิตใจวอกแวกในขณะที่ปฏิบัติ สำหรับผู้เริ่มภาวนาบางราย แต่ฐานสำคัญที่ท่านเน้นก็คือ ฐานที่ ๖ (ตรงกลางกระหม่อม) ท่านว่าฐานจริงๆ อยู่ตรงนี้ แต่จะต้องให้มีความชำนาญในทางสมาธิเสียก่อน จึงค่อยเอาจิตไปตั้งที่ฐานนี้ เพราะจะมีกำลังมาก สำหรับฐานที่หน้าผากนั้นเคยถามกับหลวงลุงลำไยที่วัดสะแกว่าทำไมหลวงปู่ให้ตั้งจิตตรงหน้าผากหลวงลุงท่านตอบแบบยิ้มๆว่ามันเป็นง่ายดี
อนุมานว่าถ้าภาวนาให้ถูกจุดฐานนี้ จะทำให้จิตสงบได้ง่าย วิธีการภาวนาคือ ให้ใจเสมือนกับเราคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ในที่นี้ให้นึกถึงจุดเดียวคือ คำภาวนา เหมือนกับเราคิดเลขในใจทำนองนั้น ทำใจเฉยๆ ไม่ต้องคาดคั้น คิดเดา หรืออยากเห็นนั่นเห็นนี่ เพราะเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นนิวรณ์ทั้งสิ้น หน้าที่หรืองานของเราในที่นี้คือภาวนาไตรสรณคมณ์
“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”
มีความหมายว่า “ข้าพเจ้าขอรับเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก” ซึ่งจะขอขยายความเทียบตามหลักของ วิสุทธิมรรคคัมภีร์ ที่รจนาโดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ดังนี้

คำภาวนาที่ให้ภาวนาคือ ให้เรามีจิตระลึกถึงภาษาพระ หมายถึง พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติกรรมฐาน ทำใจให้มีการเคารพเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อันจะเป็นกรรมฐาน ที่ทำให้ผู้ที่มีศรัทธาจริต หรือมีความเชื่อ เข้าถึงธรรมะได้โดยง่าย

“เกี่ยวกับการภาวนาไตรสรณคมน์”
๑. การภาวนาไตรสรณคมน์ คืออุบายในการทำความสงบใจอย่างหนึ่งที่หลวงปู่ดู่แนะนำ ได้แก่ การบริกรรมในใจว่า “พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”

๒. การภาวนาไตรสรณคมน์ ผู้ภาวนาไม่ต้องสนใจลมหายใจ ปล่อยให้ลมหายใจเข้าออกเป็นไปตามธรรมชาติ เว้นแต่ตอนเริ่มต้น อาจหายใจเข้าออกลึกๆ สักสองสามครั้งเพื่อช่วยปรับร่างกายให้ปลอดโปร่งและผ่อนคลาย

๓. ขณะบริกรรมภาวนา ต้องมีความจดจ่อ ไม่วอกแวกส่งจิตแส่ส่ายไปในเรื่องอื่นใด แต่การจดจ่อนี้ก็ต้องให้พอดี ไม่หนักหรือบีบบังคับมากเกินไปจนเกิดความเครียด และก็ไม่เบาไปจนนิวรณ์มีความฟุ้งซ่านและความง่วง เป็นต้น เข้าครอบงำได้

๔. อาศัยการตั้งใจบริกรรมจนกระทั่งจิตบริกรรมขึ้นมาเอง หากประคองเช่นนี้เรื่อยไป และทำด้วยใจที่มีฉันทะ กระทั่งจิตเริ่มสงบ ก็อยู่ในความสงบเพื่อให้จิตมีกำลัง กระทั่งจิตเริ่มจะมีความคิด ก็ให้เปลี่ยนมาคิดพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขารร่างกาย หรือพิจารณาความเป็นไปในชีวิต ฯลฯ โดยให้อยู่ในกรอบความจริงของสภาวะแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นใช้ได้

๕. การบริกรรมไตรสรณคมน์ นอกจากบริกรรมในตอนนั่งหลับตาแล้ว จะบริกรรมในใจต่อไปในระหว่างวันก็ได้ ถือเป็นการประคองจิตมิให้แตกหรือฟุ้งไปกับสิ่งภายนอกที่มากระทบ แต่หลวงปู่ที่ขอไว้ว่า อย่างบริกรรมตอนถ่ายหนักถ่ายเบา ตอนถ่ายหนักถ่ายเบาให้เปลี่ยนไปใช้อุบายภาวนาอย่างอื่น เช่น กำหนดสติตามดูกาย หรือพิจารณาความเป็นปฏิกูล เป็นต้น เพราะขณะบริกรรมไตรสรณคมน์ ท่านว่าเทวดามาลงรักษา

๖. การบริกรรมไตรสรณคมน์มิใช่เป็นของตายตัว หลวงปู่ว่า ถ้าใครคุ้นชินกับคำบริกรรมอื่นใด เช่น พุทโธ หรือ สัมมาอรหัง ฯลฯ ก็พึงใช้คำบริกรรมนั้นๆ เพราะการเปลี่ยนคำบริกรรมจากที่คุ้นชินอาจยิ่งทำให้จิตสงบยาก

๗. ขณะบริกรรมทำกรรมฐาน บางคนอาจมีความคิดผุดขึ้นมาในทางด่าว่าพระพุทธเจ้าหรือหลวงปู่ครูบาอาจารย์ จนจิตเศร้าหมอง อันนี้ก็ไม่ต้องวิตกมากไป หลวงปู่ท่านว่า เราไม่ได้เจตนา ไม่เป็นไร ความคิดมันขึ้นมาของมันเอง จากเศษกรรมที่เราเคยปรามาสพระ เวลามันผุดขึ้นมา เราก็โยโทโสฯ คือนึกขอขมาพระรัตนตรัย แก้กันอย่างนี้เรื่อยไป แล้วก็อย่าไปสนใจมัน นานเข้าก็จะหายไปเอง (ยิ่งไปสนใจเขา เขาเลยอยู่กับเรานาน)

ขอขอบคุณบทความจาก หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ(พระผู้จุดประทีปธรรมกลางดวงใจ)

(20+) อมตะธรรม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ – โพสต์ | Facebook

พุทธคยา