วันอังคาร, 26 กรกฎาคม 2565

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติตัวเอง

27 ม.ค. 2020
399
paypal

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็เป็น วันที่ 16 กรกฏาคม 2533 ตามเดิมหลังจากกลับเข้าถ้ำชอนเดื่อแล้ว วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อปานก็สั่งว่า ทุกองค์ปฏิบัติตนตามปกติ เจ้าของถิ่นไม่ต้องหุงข้าว ไม่ต้องเลี้ยงอาหาร หลวงพ่อปานท่านก็นั่งบิณฑบาต (คำว่านั่งบิณฑบาต ก็หมายความว่า ท่านมานั่งปากถ้ำ เอาบาตรวางข้างหน้า ฝาบาตรปิดท่านก็นั่งหลับตาเฉย ๆ )

คณะที่ไปทั้งหมด ก็ถือว่าเป็นคณะเถรส่องบาตร (คณะเถรส่องบาตร หมายความว่า อาจารย์ทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น) ก็นั่งเรียงจากท่านลงมา แล้วก็เข้าสมาธิตามปกติประเดี๋ยวเดียวก็ได้ยินเสียงบอก คุณทั้งหมดลืมตาได้แล้ว ข้าวเกือบจะเต็มบาตรแล้ว คนที่ใส่บาตรกลับหมดแล้ว ก็ลืมตาขึ้นมาก็ปรากฏว่า พบข้าวในบาตรและมีดอกไม้ 1 ดอกตามเดิม เราก็ฉันข้าวกันเสร็จ ข้าวคงฉันกันเวลาเดียว ถ้าถามว่า ข้าวฉันเหลือไหม ก็ต้องตอบว่า ข้าวนี่ได้เท่าไร ฉันหมดเท่านั้นไม่เหลือ ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า ข้าวเทวดา ข้าวนางฟ้านี่ ให้เท่าไรเป็นการพอดี บางครั้งบางคราวให้แค่ทัพพี 2 ทัพพีก็ฉันอิ่มพอดี ให้ครึ่งบาตรก็ฉันอิ่มพอดี ให้ค่อนบาตร ก็ฉันอิ่มพอดี ฉันหมดพอดี แล้วก็อิ่ม ไม่รู้สึกอึดอัด มีความสบาย

หลังจากนั้นหลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า คุณทั้งสาม ต่อนี้ไปผมให้อิสระคุณ จงออกไปจากภูเขานี้แล้วไปมีกำหนด 7 วัน จึงกลับ ไปตามชอบใจของคุณ คุณจะไปที่ไหนก็ได้ ตามใจชอบ เมื่อเป็นวันที่ 8 ของวันที่สั่ง ให้กลับมาถึงถ้ำนี้ เราจะเดินทางต่อไป

ก็กราบลาหลวงพ่อปาน กับเจ้าของถ้ำ ถามท่านว่า ไปทางไหนดีครับ ท่านก็ชี้ไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ท่านบอกว่า ในด้านทิศนั้นมี บึงบอระเพ็ด เป็นบึงใหญ่มีน้ำใสสะอาด มีผักหญ้า ปลาเยอะ สัตว์ในป่าที่อาศัยน้ำในบึงบอระเพ็ดมีมาก จะได้ชมสัตว์สวย ๆ แล้วก็มีภูเขาย่อม ๆ อยู่หลายลูก จะอาศัยถ้ำก็ได้เพราะมีถ้ำย่อม ๆ อยู่ เป็นที่อยู่อย่างมีความสุข ถามท่านว่า ไกลไหม ท่านบอกว่า ถ้าคุณจะไป ผมจะไปส่ง แต่การไปส่งของผม ผมจะไม่เอาตัวไป ผมจะเอาใจไปส่ง และเวลาขากลับ นึกถึงผมก็แล้วกัน ผมจะไปรับ

ก็กราบลาท่านแบกกลดขึ้นบ่า ออกเดินทางกันทันทีเวลานั้นเวลาประมาณ 4 โมงเช้า ท่านพุทธบริษัทอาจจะสงสัยว่า จะร้อนแดดไหมเวลานั้นที่นั่นทั้งหมดเป็นป่าชัฏ เดินไปจริง ๆ ใช้เวลาจริง ๆ ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก็ไปถึงบึงบอระเพ็ด ถ้าจะเดินกันเวลานี้ ใช้เวลา 2 วัน อาจจะไม่ถึงละมั้ง ทั้ง ๆ ที่ทุ่งเตียนแล้ว

เมื่อไปถึงบึงบอระเพ็ดแล้ว ก็ตรวจพื้นที่ว่า เราจะหาถ้ำลูกไหนเป็นที่อยู่กัน ก็ไปได้ชะโงกผาเป็นถ้ำไม่ลึก จะว่าเป็นถ้ำก็ไม่เชิง เป็นเขาชะโงกเป็นหลุมเข้าไปหน่อยหนึ่งพอที่จะอาศัย ก็หมายความว่า ถ้าฝนตกก็ไม่เปียก มีพื้นสูงจากพื้นดิน อาศัยกันอยู่คนละที่

เมื่ออยู่ที่ถ้ำนี้ก็มีความสุข เวลาตอนเย็น ๆ ก็ไปเดินเล่นใกล้ ๆ กับบึงบอระเพ็ด กลางคืนบ้าง กลางวันบ้าง ตอนเช้าบ้างก็มีสัตว์ต่าง ๆ มาอาศัยน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝูงช้างมาอาบน้ำ เล่นบ้าง สัตว์ที่น่ารักจริง ๆ ก็คือฝูงลิง กับกระต่าย เจ้าลิงนี่จะไปไหนมันก็ตามไปด้วย จำได้อยู่ตัวหนึ่ง เป็นลิงขาวเผือกใหญ่ เป็นหัวหน้า นอกนั้นก็เหมือนลิงธรรมดา ถ้าจะจำก็อาจจะจำได้ แต่มันก็เหมือนกัน จะบอกว่าจำได้ก็ไม่แน่นอนนัก จำลิงขาวเผือกใหญ่ 1 ตัวก็แล้วกันเป็นหัวหน้าฝูง เธอมักจะแสดงอาการมีความจงรักภักดี เอาผลไม้มาให้บ้าง มาล้อเล่นบ้าง มาล้อเลียนบ้าง เดินเล่นใกล้ๆ บ้าง บางทีนั่งเพลิน ๆ ก็มาสะกิดเล่นบ้าง พอลืมตาขึ้นมาเธอก็แหกตาหลอกเสียบ้าง อะไรบ้าง เป็นต้น นี่เรื่องของลิง

และอีกชุดหนึ่งก็พวกกระต่าย กับสุนัขจิ้งจอก ตามธรรมดาสุนัขจิ้งจอกจะไม่ค่อยยอมให้คนพบเห็น แต่สุนัขจิ้งจอกฝูงนี้ก็มาอยู่ใกล้ๆ จะส่งเสียงบอกสัญญาณ ถ้ามีสัตว์ใหญ่จะลงมาที่น้ำ สุนัขจิ้งจอกจะเห่า แล้วก็วิ่งเข้ามาหา กระต่ายก็เหมือนกันจะโดดเข้ามาหา ถ้ามีสัตว์ใหญ่มาในเมื่อเจ้า 2 พวก สุนัขจิ้งจอกก็ดี กระต่ายก็ดี มันกระโดดเข้ามาหา มานั่งใกล้ ๆ แสดงว่ามีสัตว์ใหญ่มาแล้ว แต่ว่าบรรดาสัตว์ใหญ่ทั้งหลาย บรรดาท่านพุทธบริษัท เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร เขามากินน้ำ มาอาบน้ำของเขา เขามาหาความสุข แล้วเขาก็ไปกัน

ทีนี้ยามที่อยู่ถึงเวลา 7 วัน บรรดาท่านพุทธบริษัทลืมบอกไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเดินทางหลวงพ่อปานบอกว่าให้ทบทวนชีวิตในความเป็นมา ตั้งแต่อยุธยาถึงเขาชอนเดื่อ เราเคยเกิดมาแล้วกี่ครั้ง มีอะไรบ้าง ที่สัมผัสมา เกิดมามีชีวิต มีความสุข หรือมีความทุกข์ มีฐานะเป็นอย่างไร ให้ดูเอา คือว่าให้ใช้กำลัง 3 อย่าง คือ

1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติตัวเอง

2. อตีตังสญาณ เหตุการณืในอดีต

3. อนาคตังสญาณ เหตุการณ์ข้างหน้า

ใช้ญาณ 3 ณาณนี้เป็นเครื่องรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ กับอตีตังสญาณ เมื่อเดินไปเดินมา มีอาการสงบ ใจสบาย ๆ ก็ใช้ญาณเสียทีหนึ่ง

การใช้ญาณความรู้นี่บรรดาท่านพุทธบริษัทเคยใช้และพิสูจน์มา มันมีอย่างนี้ ถ้าเราใช้ความรู้ของเราเอง มันผิดบ้าง ถูกบ้าง บางทีมันก็ถูกแบบเฉียด ๆ บางทีมันก็ถูกตรงเลย ทีเดียว ผิดก็ผิดไม่ไกลนัก บางครั้งถ้ามีอารมณ์หลวมตัวมาก นิวรณ์กวนใจจะผิดถนัด แต่ว่าถ้ามีที่ถาม มีท่านบอก มีท่านผู้รู้บอก (คำว่า ท่านผู้รู้ นี่ต้องหมายเอามาตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พรหม เทวดา จะเป็นท่านผู้ใดก็ตาม) ถ้าท่านผู้รู้บอกแล้วจะตรงตามความเป็นจริงเสมอ ฉะนั้นเรื่องนี้หลวงพ่อปานจึงแนะนำบอกว่า จงอย่าเก่งแต่ผู้เดียว จงอย่าทำตนเป็นคนเก่ง ถ้าเราทำตนเป็นคนเก่ง มันจะไม่เก่ง ถ้าเราอาศัยคนอื่น ให้ผู้อื่นเขาเก่งกว่าเรา เราจะมีความสุข มีความสุขด้วย จิตก็เป็นสุข มีความสบายใจ ความผิดเพี้ยนก็ไม่มี จะได้รับผลตรงตามความเป็นจริง

ทั้ง 3 คนก็นั่งทบทวนกันมาว่า เราเคยเกิดร่วมกันมากี่ชาติ ๆ มีไหม มีชาติไหนบ้างที่เคยเกิดแยกกันอยู่ ก็มีบางชาติเกิดกันคนละเมือง เป็นเจ้าเมืองกันคนละเมืองก็มี บางชาติเกิดเป็นลูกเศรษฐี บางชาติก็เกิดเป็นลูกคนจน แต่ก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ถึงกับขอทาน ถ้าจะนับถอยหลังไปตั้งแต่ เอากันตั้งแต่สมัยเบื้องต้นอยุธยา สุพรรณต่ออยุธยานะ สุพรรณบวกอยุธยา นี่ก็เกิดเสียหลายครั้ง จะนับได้ก็สัก 5-6 ครั้งละมั้ง ถ้าจะบอกสมัยก็ไม่ดีนะไม่บอกสมัยดีกว่า เอากันแค่ต้นอยุธยา รองลงมาก็เกิดตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย ๆ ไปไหนก็ไม่พ้นอยุธยา เพราะจิตมันมีความผูกพันอยุธยาอยู่

และความเป็นอยู่ของชีวิต ความเป็นอยู่ของชีวิตจริง ๆ ก็เป็นการสร้างบาป เกิดทุกชาติสร้างบาปทุกชาติ และก็สร้างบุญทุกชาติ บาปกับบุญนี่ จริง ๆ มันไม่เข้าดุลย์กัน บาปมันมากกว่าบุญในชีวิตตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็ก ยันแก่ สร้างทั้งบุญและก็สร้างทั้งบาป เมื่อยามว่างก็ทำบุญ ยามเกิดศึกสงครามก็ทำบาป ต้องรบ ก่อนที่จะรบกับข้าศึก ก่อนที่จะเข่นฆ่าข้าศึกก็ต้องฆ่าเพื่อกันเสียก่อน ฆ่าผู้มีคุณ (ผู้มีคุณ ก็คือ วัว ควาย ช้าง ม้า เป็ด ไก่ ช้างไม่ได้ฆ่า ม้าไม่ได้ฆ่า เป็ดไก่ฆ่า ปลาฆ่า) เอาเป็นอาหารของทหาร เมื่อรบกัน ก็ต้องตายด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายเขา เมื่อเสร็จสงครามแล้วก็มาสร้างบุญกันต่อไป

ในขณะที่สร้างบุญก็สร้างบาป เพราะอะไร อะไรบ้างที่จะเป็นความสุขของปวงชนที่เป็นบริวารก็จะทำทุกอย่างให้เกิดความสุข แม้แต่บางครั้งต้องแนะนำให้เขาทำบาป ประทานอภัยบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลานั้นยังไม่ต้องเลี้ยงปลากัน การเลี้ยงปลาฆ่า มีความจำเป็นน้อย แต่เรื่องฆ่าสัตว์ มีสัตว์ป่า ต้องการจะกินเก้งบ้าง ต้องการจะกินละมั่งบ้าง ต้องการกินหมูป่าบ้าง เรื่องการกิน การเลี้ยงคนนี่บรรดาท่านทั้งหลาย มันก็ต้องฆ่าสัตว์ สัตว์มันตายให้ไม่ทัน อันนี้ก็บาป ยามปกติก็บาป ยามสงครามก็บาป แต่ยามปกติมีทั้งบาป ทั้งบุญ สร้างวัดวาอาราม สถานที่อยู่ เป็นที่บูชาซึ่งกันและกัน สร้างสถานสถูปเป็นที่พักของบรรดาท่านผู้ทรงคุณธรรม สมัยนั้นยังคงไม่เรียกกันว่า สร้างวัด รวมความว่าทานก็ให้ ศีลก็รักษา แต่เรื่องปาณาฯนี่สงสัย รักษาศีลปาณาฯ จริง แต่สั่งเขาฆ่าสัตว์ ทีนี้โทษปาณาฯ มันจะพ้นไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ก็ต้องถือว่า ไม่พ้น โทษปาณาติบาตมันก็มาก

เมื่อต่างคนต่างนึกถึงเรื่องอะไรได้ก็ถามใช้วิธีถามท่านผู้รู้ ก็มีท่านผู้รู้ท่านเดียวที่มาบอก ท่านบอกว่า ถ้าผมบอกคนเดียวแล้ว ไม่จำเป็นต้องถามคนอื่น (บอกตรง ๆ ดีไหมก็บอกกันตรง ๆ มันจะตายหรือ) ท่านผู้รู้จริงๆ ก็คือ พระอินทร์ท่านมาในรูปของคนธรรมดา ๆ นุ่งขาว ห่มขาว ใช้สไบเฉียง มีสภาพเรียบร้อย ท่านก็ไม่ได้บอกว่า ท่านเป็นพระอินทร์ (มารู้ว่าเป็นพระอินทร์จริง ๆ ต่อเมื่อหลวงพ่อปานบอก) ท่านบอกว่า สมัยนั้น คุณเกิดเป็นอย่างนั้น ดูภาพตามนี้ ก็ดูเหมือนดูโทรทัศน์ เหมือนดูของจริง

บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ การปกครองเป็นอย่างนี้ พ่อคุณชื่อนั้น แม่คุณชื่อนี้ คุณชื่อนั้นเมียชื่อนั้น ลูกชื่อนี้ ว่ากันเรื่อยไป แล้วก็ตาย ก่อนจะตายก็ทำบุญอยู่ อาศัยที่การทำบุญจิตใจเวลาจะตาย จิตมันก็นึกถึงบุญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ที่เกาะจริง ๆ เวลานั้น ตอนต้นโน้น ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า (ถ้าจะพูดกันไปก็หมายความว่า ก่อนสมัยพุทธกาล ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า) ก็นึกถึงเทวดาที่เคารพ นึกถึงพรหมที่เคารพ เขาสอน เทวดา กับพรหมมีการให้ทาน มีการรักษาศีลตามสมควร อาศัยทานบ้าง รักษาศีลบ้าง มีความเคารพในพรหมเทวดาบ้าง เวลาตายแล้ว บาปก็ตามไม่ทัน ไปสวรรค์ ไปพรหมทุกที และต่อมาไม่ช้าก็มาเกิด พวกเราทุกคนก็จด บันทึกหัวข้อไว้ เพราะต้องกลับมารายงานหลวงพ่อปาน

รวมความว่า อาศัยการระลึกชาติ แต่ความจริงไม่ได้ระลึกจริง เป็นการถาม ถามท่านท่านตอบ พร้อมกับภาพ ภาพไม่ใช่ภาพเขียนไม่ใช่ภาพในจอโทรทัศน์ ภาพเป็นเมืองเวลานั้นจริง ๆ เลย เป็นบ้านเป็นเมืองชัด เราเป็นอะไรบ้าง ก็เห็นตัวเราทำโน่นทำนี่ ชี้นั่นชี้นี่เห็นหมดทุกอย่าง เหมือนกับดูโทรทัศน์เหมือนกัน แต่เห็นเป็นของจริง เต็มทุ่งเต็มท่าไปหมด การยกทัพจับศึก ไปตีกับข้าศึก ดีไม่ดี เขาไม่มาตีเรา เราก็ไปตีเขา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราระแวงเกรงว่าเขาจะเป็นศัตรูของเรา ถ้าเราไม่ไปตีเขา และเขามีความเข้มแข็งขึ้น เขาก็อาจจะตีเรา เราอาจจะเสียท่า เราก็ไปตีเขาก่อน นี่มันก็เรื่องของบาป

นั่งดูภาพแล้วก็สลดใจ ท่านก็มาแนะนำให้ทั้ง 7 วัน เวลาที่ท่านมาจริง ๆ ก็เวลาเที่ยงหลังจากเที่ยงแล้วท่านมา ท่านบอกว่า ก่อนเที่ยงท่านไม่มีเวลาว่าง ขอโทษเถอะ ลืมบอกความจริงไป คือ ท่านผู้บอกนั้น ท่านไม่ได้บอกว่า ท่านเป็นเทวดา ท่านบอกว่า ท่านเป็นคนแถวนี้ ท่านอยู่ในป่า แต่ท่านมีความรู้เรื่องเมืองต่าง ๆ ความเป็นมาของพื้นที่ทั้งหมด ท่านรู้หมด ท่านบอกว่า ท่านเป็นผู้มีญาณวิเศษ ทีนี้ก่อนที่จะให้ท่านบอก ก็พิสูจน์บอกว่า เอ้า..ถ้าอย่างนั้นเห็นหมด ต้องการเห็นอะไร ๆ เห็นหมดทุกอย่าง นี่เป็นการพิสูจน์กัน แล้วท่านมาบอกให้ฟังเราก็จด จดแล้วก็มีความสลดใจ

ท่านก็แนะนำบอกว่าการที่อาจารย์ของคุณแนะนำให้ใช้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณก็ดี อตีตังสญาณกีดี อนาคตังสญาณก็ดี ทั้งหมดนี้รู้สึกว่าท่านมีความฉลาดมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ กับอตีตังสญาณ ทั้ง 2 ประการ เป็นการตัดกิเลสที่มีความสำคัญ ที่เรียกกันว่า สักกายทิฏฐิ ที่มีความรู้สึกว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา

ท่านก็ชี้ให้ดูว่า ชาตินี้ท่านเกิดเป็นอย่างนั้น ชาตินี้เป็นลูกคนจน เห็นไหม มีความลำบากขนาดนี้ จนแสนจน ไม่ค่อยมีจะกิน แต่ก็คนสมัยนั้น ถึงแม้ว่าจน ก็ไม่ลำบากเหมือนคนสมัยนี้ เพราะของหาง่าย เข้าป่าเอาหน่อไม้เอาเผือก เอามันมา ประเดี๋ยวก็มีกิน ผลไม้ก็มีเยอะแยะ ผักปลาก็เยอะแยะหาง่าย เวลาหาปลาก็ไม่ต้องมีแหไม่ต้องมีอวน ไม่ต้องมีเรือตังเก ใช้มือจับ เพราะคนน้อยกว่าปลา ใช้มือจับ ๆ 2-3 ครั้ง ก็พอกินพอใช้ พอกินแล้วก็นำมากินกัน กินปลาก็กินบาป แต่ว่าทุกครั้งทุกสมัย จิตใจประกอบไปด้วยกุศล ทำบุญหนัก การทำบุญหนักตามฐานะ มีการเคร่งครัดในบุญในกุศล นิยมให้ทาน นิยมไหว้เทวดา นิยมไหว้พรหม เวลานั้นยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า

ต่อมาภายหลัง มาสมัยที่รู้จักพระพุทธเจ้าแล้ว (คำว่า รู้จักพระพุทธเจ้าก็หมายความว่า ประเทศไทยยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา) ตอนนี้ก็ยึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ท่านก็แสดงภาพให้ดูว่า สร้างวัดที่ไหนบ้าง ทำอะไรบ้าง ที่ลพบุรีนี่ (ให้ดูภาพเมืองลพบุรี ที่เคยผ่านมา) ลพบุรีกับอยุธยา เคยเป็นอะไรบ้าง เคยไปรบทัพจับศึก เคยเป็นแม่ทัพนำกำลังทหารไปรบข้าศึกบ้าง และอาจจะเป็นอะไรบ้างก็ตามเถอะอย่าบอกเลย คือว่าเกิดมาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็เจอะสงครามทุกครั้ง ในเมื่อพระราชาสั่งรบ ก็ต้องไปรบ เต็มใจรบหรือไม่เต็มใจรบก็ต้องไปรบ ถ้าจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว ก็ถือว่า เต็มใจไปรบ เพราะอะไร เพราะว่ารบเพื่อความเป็นอิสรภาพ

และอีกประการหนึ่งถูกพวกหักหลัง อย่างเมืองที่บอกว่าเป็นเมืองขึ้นยอมเป็นลูกน้องแล้วมันก็กลับจะเป็นลูกพี่ แข็งเมืองขึ้นมา อย่างนี้ต้องไปตี มันก็มีความจำเป็น ดูภาพอย่างนั้นแล้ว ในที่สุดก็ตาย เกิดแล้วก็ตายทุกที แต่ก็น่าชอบใจกำลังใจของตัวเองว่า สะสมบาปไว้มหาศาล ยังเป็นหนี้บานเจ้า เวลานี้ดูบาปแล้วกองพะเนินเทินทึก แต่ว่าเวลาจะตายเกาะบุญจุดใดจุดหนึ่ง ที่สั่งสมบุญไว้ก็มาก เกาะบุญขึ้นสวรรค์ไปทุกที

ก็รวมความว่า อยู่ที่นั่น 7 วัน เดินไปเดินมา ป่าในสถานที่นั้นก็เป็นดงรัง เป็นต้นรังสูงสะพริ้ง ป่ารังนี่สวย ไม่มีอะไรเกะกะข้างล่าง เหมือนกับเสาตั้งขึ้นไป มีใบอยู่บนยอดมีความสงบสุข บางครั้งก็เดินไปพบฝูงช้าง ช้างก็ใจดี ไปพบฝูงช้างเข้า ช้างหัวหน้าเป็นช้างสีดอคุกเข่าลงข้างหน้า ยกงวงขึ้น แสดงความคารวะ ทักท่านเหมือนกับไหว้ยกมือไหว้ ช้างลูกน้องต่าง ๆ เขาก็ทำเหมือนกัน ถ้าบางคราวเดินไปไกลเกินไป หิวน้ำ ก็บอกว่า พ่อปู่ ที่ไหนมีหนองน้ำบ้าง น้ำใส ๆ กำลังหิวน้ำ น้ำในกระติกหมด ช้างที่เป็นหัวหน้าหันมา คุกเข่าเทาแล้วก็ลุกขึ้น เดินน้ำหน้าไป พอถึงที่บ่อน้ำ ก็ใช้งวง ชี้ให้ดู เราไปที่ตรงนั้นก็ปรากฏว่าพบหนองน้ำ ก็ได้กินน้ำตามความต้องการ นี่ช้างก็เป็นมิตรที่ดี

ทั้งเสือ ทั้งช้างไม่เคยมีสัตว์ประเภทไหนคิดจะทำอันตราย เสือก็เจอะ เขาก็เดินเฉย ๆ เดินเหมือนกับเราเดินหลีกแมวบนบ้าน เสือ กับแมวรูปร่างคล้ายคลึงกัน แต่เสือโตกว่าเราเดินไป เสือเดินมาเสือก็เดินเฉย เราก็เดินเฉย ถ้าถามถึงความรู้สึกเวลานั้นก็มีความรู้สึกอย่างเดียวว่า เวลานี้เราพร้อมแล้ว พร้อมที่จะไปนิพพาน จะไปได้หรือไม่ได้ จิตใจเราพร้อมจะไปนิพพานอย่างเดียว เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จากปุพเพนิวาสานุสสติญาณก็ดี อตีตังสญาณก็ตาม มันมีความเบื่อในความเกิดเสียจริง ๆ มันเกิด แล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย ในวาระถึงความเป็นใหญ่เป็นโต แหม..ท่าทางคึกคักห้าวหาญข้างนอกท่าทางแกร่ง แต่เข้ามาในบ้านบางที จ๋อง หมดเรี่ยวหมดแรง นอนเขลง ใจก็เหนื่อยกายก็เหนื่อย และความป่วยไข้ไม่สบายมันก็ไม่เลือก คนฐานะเช่นใดมันก็เอา และความแก่ก็ไม่เลือกคน ความตายก็ไม่เลือกคน

เป็นอันว่าการเห็นสัตว์คิดว่าสัตว์จะทำร้าย จึงไม่มีความรู้สึกอะไร ความรู้สึกเวลานั้นคิดว่า ถ้าตายเมื่อไร ขอไปนิพพานจุดเดียว ทั้ง ๆ ที่กำลังปรารถนาพุทธภูมิ เรื่องการปรารถนาพุทธภูมินั่นเป็นอารมณ์ แต่อารมณ์ที่แท้จริงของเราพุทธภูมิก็ต้องการนิพพาน คือ คนต้องการเป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องการไปนิพพาน แต่ว่าต้องการจะสอนคนอื่นก่อน ทีนี้เราที่หลวงพ่อปานชวนให้ปรารถนาพุทธภูมิ เราก็เอาด้วย เอาอย่างคนตามท่านมันก็ไม่แน่นอนนัก จิตใจก็หวังพุทธภูมิ แต่อีกจิตใจหนึ่งว่า ถ้าไปนิพพานได้เมื่อไร ก็ไปเมื่อนั้น เพราะครูที่สอนมาท่านก็สอนท่านแนะนำให้หวังนิพพานเป็นที่ไป การปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่รู้จักนิพพานก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

ก็รวมความว่า กำลังใจเป็นปกติใจเป็นปกติจริง ๆ เห็นสัตว์ทุกประเภท จิตมันเฉยหมดก็เหมือนกับเห็นมิตรที่ดี ถ้าถามว่า ใช้คาถาอะไร ก็ตอบว่า คาถาที่ใช้จริง ๆ คืออารมณ์ใจ ทรงพรหมวิหาร 4 นี่เว้นไม่ได้ พรหมวิหาร 4 นี่ต้องทรงทุกลมหายใจเข้า – ออก ขณะใดที่ตื่นอยู่ จิตจะทรงพรหมวิหาร 4 ตลอดเวลา ถ้าถามว่า พรหมวิหาร 4 กันอะไรได้ไหมก็ต้องขอตอบว่า พรหมวิหาร 4 กันอารมณ์กลุ้ม อารมณ์จะไม่กลุ้มเพราะความโกรธ อารมณ์จะไม่กลุ้มเพราะความอิจฉาริษยา อารมณ์จะไม่กลุ้มเพราะเหตุปกติธรรมดา คือ ร่างกายป่วยไข้ไม่สบาย ถืออุเบกขาเข้าไว้ อารมณ์จะไม่กลุ้มในเมื่อเจอะสัตว์ร้าย ถ้าคิดว่าสัตว์มันจะกิน ก็เฉย ตามใจมัน ให้ร่างกายเป็นอาหารมัน แต่บังเอิญสัตว์มันก็ไม่กิน

บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นอันว่าถึงกำหนด 7 วัน ก็นึกว่าจะกลับพอดี ท่านเจ้าของถ้ำจะไปรับ หรือไม่ไปรับก็ตาม แต่ว่าท่านผู้ทรงคุณ นุ่งขาวห่มขาว ท่านถามว่า จะกลับใช่ไหมก็กราบเรียนว่า ถึงเวลาวันที่ 8 แล้ว ต้องกลับ ฉันเช้าแล้วกลับ ท่านบอก ไม่เป็นไร นิมนต์ฉันเช้าเถอะ ผมจะส่งท่านเวลาที่ท่านฉันข้าว พอฉันข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปรากฏว่ามานั่งอยู่ที่ถ้ำชอนเดื่อ กำลังฉันข้าวก็คิดว่า อยู่ที่ใกล้ ๆ บึงบอระเพ็ด แต่ว่าพอฉันข้าวเสร็จปรากฏว่า นั่งอยู่ที่ปากถ้ำชอนเดื่อ

หลวงพ่อปานเห็นท่านก็ยิ้ม ท่านบอก เสียท่าแล้วหรือ บอก ใช่ครับ ท่านถามว่าคนนุ่งขาวห่มขาว ที่ไปสอนคุณ คุณทราบไหมว่าใคร ผมไม่รู้ครับ ท่านถามว่า สังเกตลูกตาหรือเปล่า บอกสังเกตครับ แต่ไม่มีเวลาสนใจในท่าน ต้องการอย่างเดียวคือ คำที่ท่านแนะนำแล้วก็บันทึก ก่อนที่ท่านจะมา ผมก็บันทึกสิ่งที่แล้วมาแล้ว เวลาท่านมาพูดให้ฟัง ท่านแนะนำทั้งศีล ทั้งธรรม และทั้งเรื่องราวในอดีต ก็รับฟังท่าน หลวงพ่อปานท่านบอก นั่นคือพระอินทร์ นะ พระอินทร์คือใคร พวกคุณก็ทราบแล้วใช่ไหม ทุกคนก็บอกว่า ทราบ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
ศ.ธรรมทัสสี

พุทธคยา