วันอังคาร, 26 กรกฎาคม 2565

พลจักรรัตนสูตร บทสวดขจัดภัย ขับไล่สิ่งอัปมงคล ปัดเป่าภัยโรคระบาด

paypal

บทสวดพลจักรรัตนสูตร รวมการเจริญพระพุทธมนต์ป้องกันภัยหลายบทไว้ด้วยกัน อาทิเช่น

บท ชะยะปริตร “ มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ฯลฯ เป็นบทที่ว่าด้วย มนต์ทำให้เกิดชัยชนะ มีอานิสงส์ทำให้ประสบชัยชนะ และมีความสุขสวัสดี มีสรรพมงคล.

บท โพชฌังคปริตร “โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วีริยัง ปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร ฯลฯ

โพชฌังคปริตรบทนี้ เรียกอีกอย่างว่า มนต์โอสถ ผู้ที่เจริญมนต์หรือได้ฟังมนต์บทนี้ เช่นพระมหากัสสปะ เมื่อได้ฟังจบแล้วก็หายจากอาพาธ พระมหาโมคคัลลานะอาพาธหนัก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปตรัสเทศนาโพชฌังคปริตร เหมือนกับที่แสดงแก่พระมหากัสสปะ เมื่อจบเทศนาพระมหาโมคคัลลานะก็มีใจดีขึ้น และหายจากโรคในทันที่ และครั้นเมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประชวนหนัก เสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส รับสั่งให้พระมหาจุนทะแสดงโพชฌังคปริตร ๗ เมื่อเมื่อพระมหาจุนทะแสดงโพชฌังคปริตรจบ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงหายจากประชวนในทันทีมีอานุภาพในทางขจัดความเจ็บไข้ และเป็นมนต์ต่ออายุ จึงใช้สำหรับสวดต่ออายุให้คนเจ็บป่วยหรือใกล้จะตาย ญาติพี่น้องจะนิมนต์พระมาสวดโพชฌังคปริตรให้ฟัง เรียกกันว่า “สวดต่อนาม”  อานิสงส์หายเจ็บป่วยจากโรคภัย มีสุขภาพดี มีอายุยืน และพ้นจากอุปสรรคทั้งปวง.

บท รัตนะปริตร ( ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิฯลฯ) เป็นบทที่ว่าด้วย  คุณค่าและอานุภาพแห่งรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ กล่าวถึงพระสูตรที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรียกหาพระอานนท์แล้วตรัสว่า อานนท์ เธอจงเรียนเอารตนสูตรนี้แล้วไปสวดในกำแพงเมือง ฝ่ายพระอานนท์เถระ เมื่อได้เรียนรตนสูตรจากสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วถือเอาบาตรน้ำมนต์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าไปยืนอยู่ที่ประตูพระนครเมืองไพสาลีแล้วรำลึกถึงพระพุทธคุณ ต่อจากนั้นก็เที่ยวประพรมน้ำมนต์ไปทั่วพระนคร เมื่อคราวประสบวิกฤตการณ์ภัยพิบัติ ๓ ประการ คือ ภัยเกิดจากโรคระบาด ๑ ภัยเกิดจากอมนุษย์ ๑ ภัยเกิดจากความฝืดเคืองเรื่องอาหาร ๑ พระอานนท์เถรเจ้าที่ได้เรียนรตนสูตรจากสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตั้งใจสวดเมื่อสวดจบ และประพรมน้ำมนต์ไปทั่วพระนคร น้ำมนต์ที่พระอานนท์สาดไปนั้น ทำให้ภัยทั้ง ๓ ประการในเมืองไพสาลีอันตรธานไปอย่างรวดเร็ว พวกมนุษย์ที่กำลังเจ็บไข้ ในทันใดนั้นโรคก็หายไปสิ้น

สมัยพุทธกาล เมื่อครั้งเกิดอหิวาตกโรค ระบาดที่เมืองเวสาลี ในช่วงเวลานั้นเกิดภัยแล้ง ข้าวกล้าในไร่นาเกิดความเสียหายหนัก ผู้คนอดอยาก และล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวเมืองเวสาลีนำซากศพเหล่านั้นไปทิ้งไว้นอกเมือง ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า “เพราะกลิ่นซากศพของคนที่ตายทั้งหลาย พวกอมนุษย์ทั้งหลายก็เข้าเมือง ต่อแต่นั้นคนก็ตายมากต่อมาก เพราะความปฏิกูลนั้น อหิวาตกโรคย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย” ชาวเมืองเวสาลีช่วยกันค้นหาสาเหตุของทุพภิกขภัยครั้งนี้ ได้กราบทูลพระราชาว่า คงเป็นเพราะพระองค์ไม่ตั้งอยู่ในธรรมกระมัง จึงเกิดทุกข์เข็ญเช่นนี้ พระราชารับสั่งให้ช่วยตรวจสอบว่า พระองค์ไม่ตั้งอยู่ในธรรมข้อใด ประชาชนก็ช่วยกันพิจารณาตรวจสอบแต่ไม่พบข้อบกพร่องแต่อย่างใด ต่อมามีบางพวกเสนอว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้ว พระองค์เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ขอได้โปรดกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระพุทธองค์มาโปรดชาวเมืองเวสาลีด้วยเถิด ในขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ และพระเจ้าพิมพิสารทรงอุปัฏฐากพระพุทธองค์อยู่ เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบว่าชาวเมืองเวสาลีได้ทูลอาราธนาพระองค์เสด็จดับทุกข์ให้ จึงทรงรับด้วยทรงทราบชัดว่า “เมื่อเราแสดงรัตนสูตรในเมืองเวสาลีแล้ว อารักขาจะแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล ในเวลาจบพระสูตร ธรรมาภิสมัยจักมีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน” เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึงเมืองเวสาลี เกิดฝนตกหนัก เรียกว่า “ฝนโบกขรพรรษ” เป็นฝนพิเศษ เพราะผู้ใดต้องการจะเปียกฝน ก็เปียก ผู้ใดไม่ต้องการเปียก ก็จะไม่เปียก ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมถึงเข่า ถึงเอว ถึงคอ แล้วน้ำพัดพาเอาซากศพเหล่านั้นลงไปในแม่น้ำคงคาจนหมดสิ้น แผ่นดินก็สะอาดบริสุทธิ์ขึ้น ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนอยู่ที่ประตูพระนคร ตรัสเรียกพระอานนท์มาแล้วตรัสสอน “รัตนสูตร” แก่พระอานนท์ แล้วโปรดให้ทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมไปทั่วเมือง ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า เพื่อกำจัดอุปัทวะเหล่านั้น ที่ประตูพระนครเวสาลี สวดอยู่เพื่อป้องกัน ใช้บาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าตักน้ำ เที่ยวประพรมอยู่ทั่วพระนคร ก็เมื่อพระเถระกล่าวคำว่า “ยังกิญจิ” เท่านั้น พวกอมนุษย์ทั้งหลายที่อาศัยกองหยากเยื่อ และประเทศแห่งฝาเรือนเป็นต้น ซึ่งยังไม่หนีไปในกาลก่อน ก็พากันหนีไปทางประตูทั้ง ๔ ….เมื่อพวกอมนุษย์ไปกันแล้ว โรคของมนุษย์ทั้งหลายก็สงบ” ดังนี้

บทสวดยังกิญจิ (ระตะนะสุตตัง)

ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สัก๎ยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัส๎มิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัปมิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

ขอขอบคุณบทความบางส่วนจาก การเจริญพระพุทธมนต์

พุทธคยา