วันอังคาร, 26 กรกฎาคม 2565

ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล จำอดีตชาติได้ 2 ชาติ

28 ม.ค. 2020
479
paypal

“…ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นที่อยู่ของ นายชำนาญ และ นางแอ๊ว ศรีนิล นางแอ๊วได้ตั้งครรภ์ลูกอีกคน และคลอดเป็นลูกผู้หญิง เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ตั้งชื่อว่า “ อุรารัตน์ ” (ชาวบ้านเรียกกันว่า “น้องอุ๊)

เด็กหญิงอุรารัตน์ เจริญวัยจนมีอายุได้ ๓ ขวบกว่า สัญญาณของการระลึกชาติได้ก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เธอจำได้ว่าชาติก่อนเธอคือ เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ พ่อชื่อ นายซี แม่ชื่อ นางเนือง ลิ้มสวัสดิ์ บ้านของพ่อแม่ชาติก่อน อยู่ห่างจากบ้านพ่อแม่ปัจจุบันประมาณ ๑ กิโลเมตรเท่านั้น

ชาติก่อนที่เกิดเป็น เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ นั้น เธอเกิด ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ และตายเมื่อมีอายุได้ ๘ ขวบ

สาเหตุของการเสียชีวิตในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๔ เนื่องจากวันนั้น “เด็กหญิงยุวดี” ไปอาบน้ำที่ลำห้วย ไม่ห่างจากบ้านเท่าไหร่นัก ครั้นขึ้นจากน้ำอาการอ่อนเพลีย ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม แต่ก็เดินมาถึงบ้านจนได้ ถึงบ้านแล้วได้เรียกแม่ให้ช่วยอุ้มไปนอน เพราะไม่มีแรง แม่ตกใจรีบอุ้มเด็กหญิงยุวดีไปนอนพักใต้ถุนบ้าน จากนั้นเด็กหญิงยุวดีก็หมดสติ หมดลมหายใจเนื่องจากหัวใจวาย เสียชีวิตอย่างกระทันหัน โดยไม่มีทางช่วยเหลือแก้ไขได้เลย

หลังจากตายแล้ว จิตวิญญาณของเด็กหญิงยุวดีได้ไปสวรรค์ เธอเล่าว่าได้ไปอยู่กับท่านแม่และพี่ ๆ อีก ๔ คน สภาพบนสวรรค์นั้นมีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่มีฝน อากาศสว่างไสวตลอดเวลา เป็นความสว่างไสวแบบเย็นตาทั้งวันทั้งคืน และไม่ใช่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงอาทิตย์เหมือนในโลกนี้ บ้านที่อยู่กับท่านแม่และพี่ ๆ บนสวรรค์ กว้างขวางใหญ่โต สวยงามเป็นสีชมพูสดใสทั้งหลัง

หลังจากอยู่บนสวรรค์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ( เวลาในโลกมนุษย์นาน ๙ ปี ) เด็กหญิงยุวดี ก็มาเกิดใหม่เป็น เด็กหญิงอุรารัตน์ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ และเมื่ออายุได้ ๓ ขวบกว่า เธอก็รำลึกชาติได้

เด็กหญิงอุรารัตน์ เริ่มบอกให่พ่อแม่ปัจจุบันฟังว่า ชาติก่อนเธอเป็นใคร พ่อแม่ชื่ออะไร แต่พ่อชำนาญและแม่แอ๊วไม่เชื่อว่าเป็นความจริง คิดว่าเป็นคำพูดเพ้อเจ้อมากกว่า

ด.ญ.อุรารัตน์ถ่ายภาพกับ พ่อซี – แม่เนือง ที่หน้าบ้านชาติก่อน จึงถามว่าห้องนอนเดิมอยู่ไหน เธอก็นำขึ้นไปที่ห้องบนบ้านนี้

กระทั่งวันหนึ่งนายซี พ่อในชาติก่อนเดินผ่านบ้าน เด็กหญิงอุรารัตน์ได้วิ่งเข้าไปหา เรียก “ พ่อซี” อย่างดีอกดีใจ นายซีเองก็แปลกใจ จึงพูดคุยกับเด็กหญิงอายุ ๓ ขวบกว่า ปรากฏว่าเด็กหญิงอุรารัตน์พูดถึงอดีตชาติของเธอ ตอนเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี ได้ถูกต้องทุกอย่าง
ต่อมานายซีให้นางเนืองมาพิสูจน์อีก โดยแกล้งเดินผ่านบ้านเด็กหญิงอุรารัตน์ ก็จำได้แม่นยำ รีบเข้าไปหา กอดขาแม่ชาติก่อนแล้วเรียก “ แม่เนือง” ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลย

คราวก่อนนี้พ่อแม่ในชาติก่อนและพ่อแม่ในชาติปัจจุบันต้องพูดจากันเรื่องการระลึกชาติได้ของเด็กหญิงอุรารัตน์ ขณะเดียวกันเด็กหญิงอายุ ๓ ขวบกว่า ได้รบเร้าให้พ่อซีพากลับบ้านเดิม พ่อแม่ทั้งสี่คนจึงตกลงใจที่จะพิสูจน์ความจริง

เมื่อทุกคนพาเด็กหญิงอุรารัตน์ไปยังบ้าน นายซี – นางเนือง เด็กหญิงอุรารัตน์ก็จำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่บ้างหลังเก่าแบบเรือนไทยโบราณใต้ถุนสูง ที่เธอเคยอยู่สมัยเป็นเด็กหญิงยุวดี นอกจากนี้เธอยังจำของใช้ส่วนตัว เช่นเสื้อผ้า ของเล่น ปิ่นโตใส่อาหารไปโรงเรียน และเมื่อพบญาติพี่น้อง เธอก็จำได้ทุกคน ยกเว้นน้องที่เกิดมาภายหลังเธอเสียชีวิตแล้ว

มีการพิสูจน์ขั้นสุดท้ายด้วยการนำรูปถ่ายของเด็กหญิงยุวดีเอามาปนเปกับรูปถ่ายเด็กวัยเดียวกัน แล้วให้เด็กหญิงอุรารัตน์เลือก ปรากฏว่าเธอหยิบรูปถ่ายของเด็กหญิงยุวดีขึ้นมาทันที และบอกว่านี่คือตัวเธอในชาติก่อน พ่อซีแม่เนืองถึงกับน้ำตาร่วงด้วยความตื้นตันใจ ที่ได้พบลูกในอดีตอีกครั้ง

เพราะในครั้งนั้น รู้สึกว่าตัวเองผิดไปมาก คิดว่าลูกคงไม่เป็นไรมาก จึงไม่ได้สนใจลูกเท่าที่ควร จึงได้นึกตำหนิตัวเองอยู่เสมอ ในตอนนี้ ด.ญ. อุรารัตน์เล่าเสริมว่า ความจริงวันนั้น อากาศร้อนจึงลงไปอาบน้ำในห้วยกับน้อง รู้สึกอ่อนเพลีย แล้วขึ้นมาถึงบ้านก็เป็นลม
ยังไม่ถึงกับตายทันที

เรื่องนี้คิดว่าคงเป็นการกลับชาติมาเกิด เพื่อเป็นการปลุกปลอบใจแม่ชาติก่อนด้วย จึงเกิดมาใหม่ภายในหมู่บ้านเดียวกัน และบ้านก็ไม่ห่างไกลกันเท่าใดนัก (ประมาณ ๑ กิโลเมตร) เธอตายตอนอายุได้ ๘ ขวบ ตอนนั้นเธอมีกระเป๋านักเรียนสีแดง และปิ่นโตใส่อาหารไปกินที่โรงเรียน ขณะนั้นเธอสอบได้ขึ้นชั้น ป.๒ แล้ว

ด.ญ.อุรารัตน์ ชี้ไปที่ภาพถ่ายของตนเองเมื่อชาติก่อน…รูปภาพเด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ ยังวางอยู่บนโต๊ะนี้

เด็กหญิงอุรารัตน์ผู้ซึ่งรำลึกชาติได้ จำสถานที่ลำห้วยที่เธอไปอาบน้ำก่อนเสียชีวิตอย่างกระทันหันได้อย่างแม่นยำ และยังนำไปดูที่ฝังศพของเธอในสวนยางไ ม่ห่างจากบ้านเดิมเท่าไหร่นัก ณ ที่ฝังศพมีฝาคอนกรีตปิดหลุมศพ มีชื่อ เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ อยู่บนฝาคอนกรีตชัดเจน ( ศพได้ถูกนำขึ้นมาเผาหลายปีแล้ว )

เหตุการณ์หลังความตาย
ตอนนี้เธอเล่าว่า เมื่อตายแล้วก็กลับบ้านบนสวรรค์ แต่ก็ยังกลับมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์อีก ในขณะที่เป็นนางฟ้าอยู่นั้น เธอได้ผ่านหน้าบ้านแม่แอ๊ว (แม่ชาติปัจจุบัน) เห็นว่าบ้านน่าอยู่ดี จึงตัดสินใจแวะเที่ยวบ้านแม่แอ๊วก่อน (หมายถึงกลับมาเกิดอีกนั่นเอง)

เธอได้เล่าต่อไปอีกว่า อีกไม่นานเธอจะกลับบ้านอีกแล้ว เพราะว่าบ้านแม่แอ๊วไม่สบาย ไม่น่าอยู่ บ้านของเธอข้างบนสวรรค์สวยกว่า สบายกว่ามาก เมื่อถึงอายุ ๘ ขวบ เธอก็จะกลับไปแล้ว (หมายถึงจะตายตอนอายุ ๘ ขวบ เหมือนชาติก่อนๆ)

ที่น่าอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เด็กหญิงอุรารัตน์ยังรำลึกชาติได้อีกชาติหนึ่ง คือก่อนที่เธอจะมาเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี เธอได้เกิดเป็นเด็กหญิงเช่นกัน แต่จำชื่อตัวเองและพ่อแม่ในอดีตชาตินั้นไม่ได้ เนื่องจากเป็นเวลานานมาก เธอจำได้ว่าพ่อแม่ในชาตินั้น มีฐานะค่อนข้างยากจน เธอมีอายุ ๘ ขวบ เท่านั้นเอง

เด็กหญิงอุรารัตน์จำได้แม่นยำอีกอย่าง คือ หลุมฝังศพของเธอในชาตินั้น และเธอได้พาไปดู เป็นหลุมศพเก่าแก่รกร้างอยู่ด้านหลัง โรงเรียนบ้านท่าม่วง อยู่ห่างจากบ้านในชาติปัจจุบันในชาติปัจจุบันกว่า ๕ กิโลเมตร ต้องเดินฝ่าป่าละเมาะเข้าไปสถานที่ฝังศพพงรก ๆ เช่นนี้ หากรำลึกไม่ได้จริงย่อมไม่ทางรู้ และพาเข้าไปดูได้อย่างเด็ดชาด

ด.ญ.อุรารัตน์ นำ “คณะชาวปากน้ำหลังสวน” ไปในป่าด้านหลัง “โรงเรียนบ้านท่าม่วง” เพื่อพิสูจน์ความจริงกัน
ด.ญ.อุรารัตน์ ชี้มือลงไปที่เนินดิน พร้อมกับบอกว่าเป็นหลุมฝังศพของตนเอง ก่อนที่จะมาเกิดเป็น ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์

เด็กหญิงอุรารัตน์เล่าว่า หลังจากที่เธอตายในชาตินั้นแล้ว เธอก็มาเกิดเป็น เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวสดิ์ เมื่อตายอีกจึงได้เกิดมาเป็น เด็กหญิงอุรารัตน์ ศรีนิล ในชาติปัจจุบัน ส่วน “แม่เนือง” (แม่ชาติก่อนของ ด.ญ.ยุวดี) ได้เล่าว่า ลูกสาวได้ตายไปเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๔

ตอนลูกอาบน้ำเสร็จบอกว่าอ่อนเพลีย อึดอัด ใจหวิวๆ ไม่มีแรง แต่เธอไม่ได้สนใจ คิดว่าลูกคงไม่เป็นอะไรมาก พอเข้าไปดูอาการ ลูกก็จากไปเสียแล้ว รู้สึกเสียใจมาก เวลานี้ก็รัก ด.ญ. อุรารัตน์ เหมือนลูก เด็กก็เรียก “แม่” ทุกคำ แล้วนั่งลงบนตักอย่างสนิทสนม นับว่าเป็นที่แปลกใจแก่ผู้พบเห็นทุกคน

สามารถได้ “มโนมยิทธิ์” ด้วยตนเอง
สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็คือ เด็กหญิงอุรารัตน์มีญาณพิเศษติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถติดต่อพูดคุยกับท่านแม่ เพื่อน ๆ และพี่ ๆ ในภพสวรรค์ได้โดยไม่ต้องหลับตาเข้าสมาธิ ดังนั้นเธอจึงขอให้พ่อแม่ในชาติปัจจุบันทำบ้านหลังเล็ก ๆ ทรงไทย ซึ่งเธอออกแบบเองตั้งไว้บนชั้น ๒ ของบ้าน เธอบอกว่าใช้เป็นสถานที่รับรองท่านแม่ พี่และเพื่อนเวลาลงมาจากสวรรค์มาเยี่ยมเธอ

บนบ้านเรือนไม้ชั้นสอง จะมองเห็น “ศาลเพียงตา” เล็กๆ อยู่ชั้นบน เพื่อเป็นที่รับรองของ “ท่านแม่” และ เพื่อนๆ เธอได้บอกให้แม่หามาทำได้ถูกต้องตาม “พิธีกรรม” ทุกอย่าง

เวลาใดที่ท่านแม่ เพื่อและพี่ ๆ ต่างภพต่างภูมิมาหา เธอจะขอให้แม่แอ๊วจัดอาหาร ขนม น้ำ และดอกไม้มาต้อนรับ และเธอจะนั้งพูดคุยด้วย แต่ไม่มีใครเห็นตัวท่านและผู้อื่น ซึ่งมาจากภพสวรรค์ นอกจากเธอคนเดียวเท่านั้นที่เห็น

เด็กหญิงอุรารัตน์บอกว่าเธอมักจะไปเยี่ยมท่านแม่และพี่ ๆ ตลอดจนเพื่อน ๆ บนสวรรค์ด้วยการนั่งสมาธิ ( ถอดกายทิพย์ไป ) ซึ่งเธอจะนั่งสมาธิตอนหัวค่ำ คราวละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ขณะนั่งสมาธิเธอขอร้องไม่ให้ใครรบกวน เพราะจะทำให้ต้องรีบกลับจากภพสวรรค์ทันที

นอกจากนี้เด็กหญิงอุรารัตน์ ยังบอกอีกว่าที่จริงแล้วเธอถึงกำหนดกลับคืนไปสู่สวรรค์ คือตายไปจากโลกมนุษย์ตั้งแต่ อายุ ๘ ขวบแล้ว แต่พ่อชำนาญ – แม่เเอ๊ว ขอร้องไม่ให้เธอจากไปเร็วอย่างนั้น เธอจึงไปขอร้องท่านแม่ขออยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่ง ท่านแม่สงสารพ่อแม่ชาติปัจจุบันที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจ เมื่อเธอตายจึงยินยอมอนุญาตให้อยู่เป็นมนุษย์ต่อไปในระยะเวลาที่ขอ

น่าสังเกตอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ตั้งแต่เด็กหญิงอุรารัตน์ตัวเล็ก ๆ จำความได้ เธอเป็นคนจิตใจเมตตา กรุณาต่อสัตว์ทุกชนิด ไม่เคยฆ่าหรือทำร้าย แม้แต่ครั้งเดียว เห็นใครฆ่าสัตว์ จะเข้าไปขอร้องไม่ให้เขาฆ่า และบอกว่าจะเป็นปาบกรรมติดตัว เพราะทุกคนตายไปแล้วก็ต้องมาเกิดใหม่อีก ทำกรรมดี กรรมเลวอย่างไร ก็ต้องรับกรรมนั้น

เธอยังสอนต่อไปอีกว่า ให้พยายามสร้างแต่กรรมดี ความดีเอาไว้มาก ๆ หมดอายุขัย ตายไปเมื่อไหร่ก็จะได้ไปอยู่ในสวรรค์ แต่ถ้าสร้างแต่กรรมเลว กรรมชั่วมากมาย ตายเมื่อใดก็ต้องไปรับกรรมในนรก ได้รับแต่ความทุกข์ ทรมานจนกว่าจะใช้กรรมหมด

สำหรับเรื่อง “ ความตาย ” นั้น เด็กกหญิงอุรารัตน์กล่าวว่าเธอไม่กลัวตาย เพราะการตาย คือการเดินทางกลับบ้านเดิมนั้นเอง เธอเคยเกิดในโลกนี้และกลับไปสวรรค์หลายครั้งหลายหนแล้ว การมาเกิดแต่ละชาติเหมือนการเดินทางมาเที่ยวมาหาความรู้แปลก ๆ พอได้เวลากำหนดไว้ก็ต้องกลับบ้านเดิมเสียที ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับความตาย อันที่จริงเธออยากกลับไปสวรรค์มากกว่าอยู่ในโลกมนุษย์

นอกจากนี้เธอบอกว่า ใครที่ฝึกสมาธิจนสำเร็จเข้าขั้นมีตาทิพย์ หูทิพย์ รำลึกชาติได้ก็สามารถติดต่อกับเทวดาชั้นต่าง ๆ ได้ อยากไปเห็นสวรรค์ก็ไปได้ สำหรับผู้ที่ปรารถนาภพสวรรค์เป็นที่อยู่อาศัยหลังจากตายแล้ว จะต้องประกอบแต่กรรมดี ไม่ทำชั่ว ถือศีล ๕ ให้เคร่งครัด มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย ปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะพ้นจากนรกภูมิ และได้อยู่ในสวรรค์ซึ่งดีประเสริฐกว่าอยู่ในโลกมนุษย์มากมายนัก

นี่คือเรื่องราวของ เด็กหญิงอุรารัตน์ ศรีนิล ผู้รำลึกชาติได้ ได้ยืนยันให้เห็นว่าคนทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อมาใช้หนี้กรรมจนกว่าจะหมดกรรม ผู้ใดปรารถนาภพ ภูมิสวรรค์หลังจากตายไปแล้ว ยังมีโอกาสที่จะกระทำความดีสะสมเอาไว้ตั้งแต่วันนี้ที่มีลมหายใจอยู่ สำหรับผู้ไม่เชื่อในกรรมดี กรรมชั่ว ย่อมสายเกินไปที่จะสำนึกได้หากไปทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกอเวจี..

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
THAI REINCARNATION

พุทธคยา